Empress Wu บูเช็กเทียน จักรพรรดินีเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์จีน

            แม้ในบางช่วงบางตอนของประวัติศาสตร์จีนจะมีนางพญาก้าวขึ้นมาเถลิงอำนาจเหนือแผ่นดินโดยการบริหารราชกิจอยู่หลังม่านไม้ไผ่แต่ก็หามีผู้ใดหาญกล้าประกาศตนเป็นผู้ปกครองนอกเสียจากพระนางบูเช็กเทียน (Empress Wu) สตรีเพียงคนเดียวที่ก้าวขึ้นอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน


พระนางบูเช็คเทียน (Empress Wu)

            แม้มิอาจรู้ได้ว่าตัวจริงของพระนางนั้นเป็นเช่นไร บ้างว่านางเป็นพวกทะเยอทะยานและบ้าอำนาจ บ้างว่านางไม่มีทางเลือกจึงต้องเข้ากุมอำนาจเพื่อความสงบของแผ่นดิน แต่สิ่งที่พระนางได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วก็คือความสามารถในการปกครองแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แพ้บุรุษ

ชีวประวัติ
            ทารกน้อยอู่เจ้า (Wu Zhao) ถือกำเนิดเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 624 ในตระกูลผู้ดีมีสกุลที่สร้างความดีความชอบในการก่อสร้างราชวงศ์ถัง บิดาของนางเป็นเสนาบดี ส่วนมารดาสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์สุยที่เพิ่งล่มสลาย โดยซินแสท่านหนึ่งเมื่อได้เห็นพระนางที่ยังเป็นทารกก็ได้ทำนายเอาไว้ว่าเด็กน้อยคนนี้จะต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
            แม้จะเกิดมาเป็นสตรีเพศแต่อู่เจ้ากลับได้รับการเลี้ยงดูที่แตกต่างจากสตรีทั่วไป นางถูกบิดาสอนให้ศึกษาตำราการเมืองการปกครองและวิชาการอื่นๆเหมือนที่บุรุษชั้นสูงต้องเรียนรู้ ประกอบกับความสนใจใคร่รู้เป็นทุนเดิมทำให้นางมีความคิดความอ่านที่กว้างไกลเกินกว่าสตรีทั่วไป

ก้าวสู่วังหลวง
            อู่เจ้าในวัย 14 ปี ถูกส่งตัวเข้าวังหลวงเพื่อเป็นสนมของจักรพรรดิถังไท่จง แม้จะมีโอกาสปรนนิบัติใกล้ชิดถึงขั้นสานสัมพันธ์ทางร่างกายจนได้รับพระราชทานนามให้ว่า “อู่เม่ยเหนียง” อันหมายถึงสตรีแซ่อู่ผู้มีเสน่ห์แต่อู่เจ้าก็ยังไม่สามารถครองใจและเป็นที่โปรดปราณของถังไท่จงได้
            แม้ความเด็ดเดี่ยวเด็ดขาดที่เหนือกว่าคนทั่วไปของอู่เจ้าจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากองค์ฮ่องเต้ แต่สำหรับองค์รัชทายาทนามหลี่จื้อผู้เป็นโอรสองค์เล็กของถังไท่จงกลับรู้สึกหลงรักนางอย่างถอนตัวไม่ขึ้นและแอบลักลอบมีความสัมพันธ์กับนางอยู่หลายครั้ง

บวชชีที่วัดกานเย่
            ตามพระราชประเพณีโบราณนั้นมีกฎข้อหนึ่งระบุไว้ว่ามเหสีกับสนมที่ไม่สามารถให้กำเนิดทายาทแก่องค์จักรพรรดิได้จะต้องออกจากวังและไปบวชตลอดชีวิตเมื่อองค์จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ อู่เจ้าเองก็เป็นในบุคคลที่เข้าเงื่อนไขทำให้นางต้องออกจากวังหลวงมาใช้ชีวิตในฐานะแม่ชีที่วัดกานเย่เป็นเวลาเกือบ 2 ปี
            เหมือนโชคชะตาเล่นตลกกับนางเมื่อหลี่จื้อซึ่งต่อมากลายเป็นจักรพรรดิถังเกาจงจะต้องเข้าออกวัดกานเย่เพื่อจุดธูปบูชาพระบรมศพพระราชบิดาทำให้ทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง แม้ถังเกาจงจะมีมเหสีที่โปรดปราณมากแต่พระองค์ก็ยังไม่ลืมอู่เจ้าผู้เป็นที่รักยิ่ง


ฟ่าน ปิงปิงกับบทพระนางบูเช็คเทียน

กลับสู่วังหลวง
            จักรพรรดิถังเกาจงมีมเหสี 2 องค์ที่กำลังขับเขี้ยวแย่งชิงอำนาจกันอย่างดุเดือดคือ ฮองเฮาแซ่หวางกับมเหสีแซ่เซียว สถานการณ์ขณะนั้นเรียกได้ว่าฮองเฮาแซ่หวางตกเป็นรองอย่างมากแต่การที่นางรู้ถึงความสัมพันธ์ของอู่เจ้ากับถังเกาจงจึงทำให้นางคิดจะดึงเอาอู่เจ้ามาเป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายตรงข้าม
            ด้วยความช่วยเหลือจากฮองเฮาแซ่หวางทำให้อู่เจ้ากลับเข้าวังพร้อมกับได้รับการแต่งตั้งเป็นสนมเอกซึ่งใช้เวลาเพียงไม่นานนางก็ดึงความสนใจของถังเกาจงออกจากมเหสีแซ่เซียวได้สำเร็จ แต่สิ่งที่ฮองเฮาแซ่หวางคิดไม่ถึงก็คือแม้แต่ตัวนางเอกก็ต้องถูกเล่นงานไปด้วย
            มีเรื่องเล่าว่าตอนที่อู่เจ้าทรงมีพระประสูติกาลพระราชธิดานั้นฮองเฮาแซ่หวางเดินทางไปเยี่ยมตามราชประเพณี แต่พระธิดาองค์น้อยนั้นกลับสิ้นพระชนม์ในวันเดียวกันซึ่งอู่เจ้าได้โทษว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของฮองเฮาแซ่หวาง สุดท้ายฮองเฮาแซ่หวางที่ไม่สามารถยืนยันความบริสุทธิ์ได้จึงถูกขับออกจากวัง

ขึ้นสู่อำนาจ
            ปี 655 อู่เจ้าได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮาพร้อมกับเริ่มเถลิงอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ นางกำจัดเหล่าข้าราชบริพารที่เคยเป็นศัตรูด้วยการใส่ร้ายต่างๆนานาทำให้ไม่มีใครกล้าแสดงตนยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามนางอย่าง แต่กระแสต่อต้านนางก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
            ตลอดเวลาเกือบ 20 ปี ที่ถังเกาจงประชวนทำให้นางในฐานะฮองเฮาต้องรับหน้าที่ในการบริหารงานภารกิจของราชสำนักอยู่เบื้องหลังพระองค์จนเรียกได้ว่านางกุมอำนาจในราชสำนักเอาไว้เกือบหมด แม้แต่การเปลี่ยนตัวองค์รัชทายาทนางก็สามารถทำได้ไม่ยาก

จักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่
            จักรพรรดิถังเกาจงทรงสิ้นพระชนม์โอรสของบูเช็คเทียนได้ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่าถังจงจงโดยนางจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด แต่การที่ถังจงจงมีความคิดสวนทางกับนางทำให้ถูกปลดออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งโอรสองค์สุดท้ายของนางขึ้นครองราชย์แทนในพระนามถังรุ่ยจง
            แม้จะมีตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแต่ในทางปฏิบัติบูเช็กเทียนกลับใช้อำนาจตัดสินใจแทนถังลุ่ยจงทุกอย่างโดยไม่ให้อิสระใดๆแก่องค์จักรพรรดิเลย กระทั่งปี 690 พระนางก็บังคับให้ถังรุ่ยจงสละราชบัลลังก์ให้แก่พระนางเสียพร้อมกับสถาปนาตนเองเป็นผู้ครองบัลลังก์และตั้งราชวงศ์อู่โจวขึ้นเพื่อลบล้างกฎมณเฑียรบาลเดิมๆโดยดำรงพระอิสริยศเป็นสมมุติเทวะเท่ากับว่าตอนนี้นางกลายเป็นฮ่องเต้หญิงอย่างเต็มตัวโดยเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์จีนที่ได้ทรงฉลองพระองค์ชุดคลุมสีเหลือง


สถานที่ฝังพระศพของพระนางบูเช็กเทียนกับจักรพรรดิถังเกาจง

สวรรคต
            หากไม่นับการที่พระนางกำจัดผู้ที่เห็นต่างทิ้งก็ต้องยอมรับว่าตลอด 14 ปีในการสร้างราชวงศ์อู่โจวพระนางได้สร้างคุณูปการแก่แผ่นดินเอาไว้มากมายอันแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ กระทั่งมีการก่อรัฐประหารของเจ้าชายหลี่เจ๋อที่เคยขึ้นครองราชย์ในพระนามถังจงจงซึ่งพระนางก็ยอมคืนบัลลังก์ให้กับโอรส
            แม้จะคืนพระราชอำนาจไปแล้วแต่พระนางยังคงได้รับการยกย่อง ในวันที่ 16 ธันวาคม 705 พระนางสิ้นพระชนม์พร้อมกับการกลับมาอีกครั้งของราชวงศ์ถัง ส่วนพระบรมศพของพระนางถูกฝังไว้ร่วมกับถังเกาจง ณ สุสานหลวงเฉียงหลิงในมณฑลส่านซีโดยมีสร้างศิลาจารึกไร้อักษรไว้หน้าสุสานเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ติดสินว่าแท้จริงแล้วนางควรค่าแก่การยกย่องหรือไม่