Jin Ping Mei จินผิงเหมย บุปผาในกุณฑีทอง วรรณกรรมอีโรติกคลากสิกแดนมังกร

            ย้อนกลับไปในยุคแรกที่มีการกล่าวยกย่องถึงยอดวรรณกรรมของจีน จินผิงเหมย (Jin Ping Mei) / บุปผาในกุณฑีทอง (The Plum in the Golden Vase) คือ 1 ในสี่ยอดวรรณกรรมจีนยุคแรก ทว่าการที่เนื้อหากล่าวเน้นไปที่เรื่องทางโลกีย์มากเกินไปทำให้ถูกตัดออกไปแล้วให้เรื่องความฝันในหอแดงเข้ามาแทนที่


จินผิงเหมย (Jin Ping Mei) / บุปผาในกุณฑีทอง (The Plum in the Golden Vase)

            จินผิงเหมยถูกประพันธ์ขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงด้วยสำนวนภาษาที่งดงามแต่ไม่สามารถระบุชื่อเสียงเรียงนามจริงของผู้ประพันธ์ได้ ส่วนเนื้อหานั้นจะเป็นการขยายความจากซ้องกั๋งในบทของนางพานจินเหลียน แต่การที่เนื้อหาเน้นไปในเรื่องฉาวคาวโลกีย์ทำให้ถูกต่อต้านจนกลายเป็นหนังสือต้องห้ามไป

เนื้อเรื่อง
            เรื่องราวของจินผิงเหมยจะกล่าวถึงความสัมพันธ์สวาทโดยตัวเอกฝ่ายชายนามว่าซีเหมินชิ่ง (Ximen Qing) เขาร่ำรวยมีอิทธิพลขึ้นมาอย่างล้นเหลือด้วยการแต่งงานกับเศรษฐีนีม่ายและเริ่มขยายอำนาจกิจการจนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในเมืองซึ่งแม้แต่เจ้าหน้าที่ของทางการยังต้องยอมสยบให้กับอำนาจของเขา


จินผิงเหมย (Jin Ping Mei) / บุปผาในกุณฑีทอง (The Plum in the Golden Vase)

            ตัดมาทางด้านตัวละครฝ่ายหญิงที่สำคัญจะมีสองคนคือนางพานจินเหลียน (Pan Jinlian) นางเป็นสาวเซ็กส์บอมที่มีสามีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ดูยังไงก็ไม่เข้ากับนางเอาเสียเลย คนสุดท้ายคือหลี่ผิงเอ๋อร์ (Li Ping'er) สตรีผู้มีความงามยั่วยวนไม่แพ้พานจินเหลียนโดยนางนั้นเป็นภรรยาของพี่ชายร่วมสาบานของซีเหมินชิ่ง
            ความสัมพันธ์สวาทของซีเหมินชิ่ง พานจินเหลียนและหลี่ผิงเอ๋อร์เริ่มต้นขึ้นโดยไม่สนใจหลักศีลธรรม ซีเหมินชิ่งต้องใช้ความเป็นชายในการปรนเปรอสนองความต้องการให้ทั้งสอง แต่ด้วยการเป็นชายที่รักสนุกทำให้เขามิได้หยุดอยู่เพียงแค่สองนาง สุดท้ายเรื่องราวจึงได้จบลงด้วยความตกต่ำที่มาเยือนซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้จะต่างจากซ้องกั๋งที่ว่าเขาถูกอู่ซงฆ่า


จินผิงเหมย (Jin Ping Mei) / บุปผาในกุณฑีทอง (The Plum in the Golden Vase)

            จินผิงเหมยนั้นในฉบับภาษาไทยมีการแปลจนรู้กันอย่างกว้างขวางในชื่อบุปผาในกุณฑีทอง แต่ก็ยังมีอีกฉบับชื่อว่าดอกเหมยในแจกันทอง สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาแต่ไม่อยากอ่านก็ลองหาในฉบับที่มีการสร้างเป็นภาพยนตร์มาดูก็แล้วกันซึ่งรับรองว่าดูแล้วสยิวกิ้วจนพอจะเข้าใจว่าทำไมในยุคสมัยหนึ่งจินผิงเหมยจึงกลายเป็นวรรณกรรมต้องห้าม