กรุงปักกิ่ง (Beijing: 北京市) มหานครศูนย์กลางความทันสมัยและวัฒนธรรมของประเทศจีน กรุงปักกิ่งมีชื่อในสำเนียงจีนว่า "เป่ยจิง" พื้นที่อันกว้างขวางในเมืองมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากนครเซี่ยงไฮ้ โดยกรุงปักกิ่งนั้นมีฐานะเป็นเมืองหลวงของจีนมาอย่างยาวนานหลายราชวงศ์จนถึงยุคปัจจุบัน


พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City)

พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City)
อดีตศูนย์กลางของอาณาจักรแดนมังกรตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง พระราชวังต้องห้ามเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง แม้ปัจจุบันพระราชวังจะไม่ได้มีฐานะยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตที่นี่ยังคงเต็มไปด้วยมนต์ขลังให้ไปสัมผัส พระราชวังต้องห้าม


วัดจื้อฮว่า (Zhihua Temple: 智化寺)
ภาพ: Depositphotos

วัดจื้อฮว่า (Zhihua Temple: 智化寺)
สถาปัตยกรรมไม้ตั้งอยู่ในตรอกเงียบสงบ วัดจื้อฮว่ามีความโดดเด่นด้วยหลังคากระเบื้องที่เป็นสีดำ ภายในวัดเป็นที่ตั้งของประติมากรรมโบราณล้ำค่าสมัยราชวงศ์หมิงและวงดนตรีโบราณที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี วัดจื้อฮว่า


อุทยานเป่ยไห่ (Beihai Park)

อุทยานเป่ยไห่ (Beihai Park)
อุทยานสวนหลวงตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของพระราชวังต้องห้าม อุทยานเป่ยไห่เคยเป็นพระราชวังฤดูหนาวของกุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวน ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเจดีย์ขาวเก่าแก่สร้างเมื่อปี 1651 เนื่องในโอกาสที่องค์ดาไลลามะเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งเป็นครั้งแรก อุทยานเป่ยไห่


จตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square)

จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square)
สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น เทียนอันเหมินถือเป็นจัตุรัสใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างเมื่อปี 1417 รวมพื้นที่ 440,000 ตารางเมตร สามารถจุผู้คนได้มากถึงหนึ่งล้านคนเลยทีเดียว บริเวณโดยรอบนั้นรายล้อมด้วยสถานที่สำคัญทั้งพิพิธภัณฑ์ สุสานประธานเหมา อนุสาวรีย์ ฯลฯ จัตุรัสเทียนอันเหมิน


หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven)
ภาพ: Visit Our China

หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven)
สถานที่บวงสรวงเทพยดาฟ้าดินของจักรพรรดิในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงเพื่อให้พืชผลทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมและการออกแบบภูมิทัศน์ที่มีอิทธิพลอย่างลึกซึ่งต่ออารยธรรมตะวันออกไกล หอสักการะฟ้าเทียนถาน


หอดูดาวกู่กวงเซี่ยงไถ (Guguan Ancient Observatory)

หอดูดาวกู่กวงเซี่ยงไถ (Guguan Ancient Observatory)
หอดูดาวกู่กวนเซียงไถ่ (Guguan Xiangtai) หอดูดาวโบราณตั้งอยู่บนกำแพงเมืองเก่าในกรุงปักกิ่ง หอดูดาวกู่กวงเซี่งไถสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1442 โดยมิชชันนารีชาวเบลเยี่ยมเพื่อใช้เป็นสถานที่ชมดวงดาวอันเป็นการสะท้อนถึงความใส่พระทัยในงานด้านดาราศาสตร์ของจักรพรรดิจีนในอดีต


วัดลามะ (Lama Temple)
ภาพ: Arrival Guides

วัดลามะ (Lama Temple)
ศูนย์กลางพุทธศาสนานิกายลามะของทิเบตตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าทางตะวันออกเฉียงเหนือ ในอดีตวัดลามะเป็นตำหนักของจักรพรรดิยงเจิ้งในช่วงที่พระองค์ยังดำรงตำแหน่งอ๋อง แต่หลังจากพระองค์ขึ้นครองราชย์จึงถูกดัดแปลงเป็นวัดของลามะจากทิเบตและมองโกล วัดลามะ


วัดหงหลัว (Hongluo Temple)
ภาพ: Beijing Private Tours

วัดหงหลัว (Hongluo Temple)
วัดพุทธตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก แต่มีการบูรณะซ่อมแซมและสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งโดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์หมิง วัดหงหลัวมีชื่อเสียงในเรื่องดงไผ่ ต้นแปะก๊วย รูปปั้นอรหันต์ 500 องค์ ขนาดเท่าตัวจริง วัดหงหลัว


วัดข่งเมี่ยวกับวิทยาลัยหลวงกรุงปักกิ่ง

วัดข่งเมี่ยวกับวิทยาลัยหลวงกรุงปักกิ่ง (Kongmiao and Imperial College)
วัดในลัทธิขงจื๊อที่มีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากวัดขงจื๊อในเมืองชวีฟู่ วัดข่งเมี่ยวสร้างในสมัยราชวงศ์หมิง ในอดีตจักรพรรดิทุกพระองค์จะต้องเสด็จมาเซ่นไหว้ขงจื๊อที่นี่เพื่อให้ท่านชี้นำแนวทางในการปกครองบ้านเมืองให้สงบสุข ส่วนวิทยาลัยหลวง “กว๋อจือเจี้ยน” (Guozijian) ถูกดัดแปลงเป็นหอสมุด มีแผ่นศิลาที่จักรพรรดิเฉียนหลงทรงโปรดให้จารึกคัมภีร์ทั้ง 13 เล่มของขงจื๊อ ที่ต้องใช้เวลาในการสลักนาน 12 ปี


หอกลองกรุงปักกิ่ง (Drum Tower)

หอกลอง (Drum Tower)
หอกลองโบราณหรือในภาษาจีนว่า “จงโหลว” (Zhong Lou) หอกลองสร้างขึ้นเพื่อที่ใช้ตีบอกเวลาและผลัดเปลี่ยนเวรยาม โดยหอกลองสร้างครั้งแรกเมื่อปี 1272 ในสมัยกุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวน ส่วนตัวหอที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่ในปี 1420 ในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ


หอระฆังกรุงปักกิ่ง (Bell Tower)

หอระฆัง (Bell Tower)
ถัดจากหอกลองไปไม่ไกลก็จะพบกับหอระฆังหรือในภาษาจีนว่า "กู่โหลว" (Gu Lou) หอระฆังสร้างขึ้นในสมัยกุบไลข่านเช่นเดียวกับหอกลองเพื่อใช้บอกเวลาคู่กัน ส่วนตัวหอในปัจจุบันสร้างใหม่ในปี 1747 แทนหอเดิมที่ถูกเพลิงไหม้ ภายในหอมีระฆังใบใหญ่หนัก 42 ตันซึ่งเป็นระฆังของดั้งเดิมที่ยังหลงเหลืออยู่


วัดเจดีย์ขาว (White Pagoda Temple)

วัดเจดีย์ขาว (White Pagoda Temple)
วัดเจดีย์ขาวหรือในภาษาจีนว่า “ไป๋ถ่าซื่อ” (Baita Si) สร้างเมื่อปี 1271 ในสมัยกุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวน ภายในวัดมีอาคารอยู่หลายแห่งโดยภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญหลายองค์ แน่นอนว่าจุดเด่นของวัดแห่งนี้คือเจดีย์สีขาวที่มองเห็นมาแต่ไกล องค์เจดีย์มีความสูง 50.9 เมตร ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมแบบทิเบต ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์เอาไว้


วัดเมฆขาว (White Cloud Temple)

วัดเมฆขาว (White Cloud Temple)
อดีตศูนย์กลางใหญ่ลัทธิเต๋าในเขตภาคเหนือของจีน วัดเมฆขาวสร้างเมื่อปี 739 ในอดีตเคยถูกใช้เป็นพระราชวังของเจงกิสข่าน แต่ต่อมาพระองค์ประทานให้ “ชุ่ยฉางชุน” นักพรตในลัทธิเต๋าและกลายมาเป็นศาสนสถานสำคัญในลัทธิเต๋านับแต่นั้นมาโดยปัจจุบันยังคงมีนักพรตพำนักอยู่แต่ว่าจำนวนไม่มากเหมือนในอดีต วัดเมฆขาว


วัดฝ่าหยวน (Fayuan Temple)

วัดฝ่าหยวน (Fayuan Temple)
วัดฝ่าหยวนซื่อสร้างในสมัยราชวงศ์ถังเพื่ออุทิศแด่ทหารกล้าผู้สละชีพในสงคราม อาคารภายในวัดถูกสร้างขึ้นใหม่ในศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันกลายเป็นสถานศึกษาพุทธศาสนาสำหรับพระภิกษุ


พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace)

พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace)
พระราชวังอันยิ่งใหญ่อีกแห่งของจีนตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง พระราชวังฤดูร้อนเริ่มสร้างในสมัยราชวงศ์จินและได้รับการบูรณะจนกลายเป็นอุทยานที่สวยงามแห่งหนึ่งของโลกในสมัยพระนางซูสีไทเฮา ภายในอาณาบริเวณกว้างขวางมีทั้งส่วนที่เป็นเขา ทะเลสาบและสถาปัตยกรรมอันเป็นสวรรค์ของพระนางซูสีไทเฮา พระราชวังฤดูร้อน


พระราชวังฤดูร้อนเก่า (Old Summer Palace)

พระราชวังฤดูร้อนเก่า (Old Summer Palace)
พระราชวังหยวนหมิงหยวนในกรุงปักกิ่งเริ่มสร้างในรัชสมัยจักรพรรดิคังซี ต่อมาจักรพรรดิเฉียนหลงโปรดให้สถาปนิกซึ่งเป็นนักบวชนิกายเยซูอิตชาวอิตาลีสร้างสวนสไตล์ยุโรปขึ้นในบริเวณพระราชวังทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งผสมระหว่างสถาปัตยกรรมจีนกับตะวันตกเข้าด้วยกัน พระราชวังฤดูร้อนเก่า


อุทยานเขาหอม (Fragrant Hills Park)

อุทยานเขาหอม (Fragrant Hills Park)
เดินทางออกจากพระราชวังฤดูร้อนไปทางตะวันตกราว 8 กิโลเมตรก็จะมาถึงอุทยานเขาหอมหรือที่รู้จักกันว่าเขาเซียงซาน (Xiang Shan) สวนสาธารณะขนาดกว้างขวางและร่วมรื่นไปด้วยสีเขียวของพันธุ์ไม้ ภายในอุทยานมีทั้งสวนที่ตกแต่งอย่างสวยงามและสถาปัตยกรรมจีน บนยอดเขาเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สำคัญอีกแห่งในกรุงปักกิ่ง


วัดว่อฝอซื่อ (Wofo Temple)

วัดว่อฝอซื่อ (Wofo Temple)
วัดว่อฝอซื่อหรือที่รู้จักกันในชื่อ "วัดพระพุทธไสยาสน์" วัดพุทธสร้างในสมัยราชวงศ์ถัง วัดว่อฝอซื่อเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางนอนองค์ใหญ่น้ำหนักกว่า 54 ตัน ที่สลักลวดลายงดงามโดยสุดยอดช่างฝีมือดีกว่าเจ็ดพันคนที่อุทิศตัวจนสร้างผลงานชิ้นนี้ขึ้นมาสำเร็จ


สะพานมาร์โกโปโล (Marco Polo Bridge)
ภาพ: Viator

สะพานมาร์โกโปโล (Marco Polo Bridge)
สะพานหินโบราณทอดข้ามแม่น้ำหย่งติ้ง สะพานมาร์โกโปโลเป็นผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรม เรียกชื่อตามนักสำรวจชาวอิตาลีที่เดินทางมาประเทศจีนแล้วชื่นชมความสวยงามของสะพานแห่งนี้เอาไว้ในหนังสือของเขา สะพานมาร์โกโปโล


สุสานราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty Tombs)

สุสานราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty Tombs)
สุสานหลวงตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง สุสานราชวงศ์หมิงสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บพระศพจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง 13 พระองค์ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิจีนเอาไว้อย่างชัดเจน สุสานราชวงศ์หมิง